ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554




Punctuation Marks ภาษาไทยเรียกว่า "เครื่องหมายวรรคตอน"






              ในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษทุกประโยค ท้ายประโยค
ต้องมีเครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation Marks) อย่างใดอย่างหนึ่ง
แน่นอนในสามอันต่อไปนี้ที่เรารู้จักดี ขาดไม่ได้


ได้แก่
               Full stop (อเมริกันเรียก period) ใช้จบประโยคบอกเล่าธรรมดาปกติ     
               Exclamation mark ที่เรามักเรียกแบบลูกทุ่งว่า "เครื่องหมายตกใจ"
แต่ในหลักภาษาไทย เขาเรียกว่า เครื่องหมายอัศเจรีย์ ใช้แสดงอารมณ์
หรือความรู้สึก

               Question mark เครื่องหมายคำถาม หรือเครื่องหมายปรัศนีย์ ก็
ชัดเจนว่าใช้ปิดท้ายประโยคคำถาม


                   ถ้าลองดูประโยคเดียวกัน เขียนเหมือนกัน ถ้อยคำเหมือนกัน แต่ใช้เครื่องหมายต่างกันทั้งสามอัน ดังข้างล่าง อารมณ์และความรู้สึกจะต่างกันไปด้วย แม้ความหมายจะดูคล้ายๆกัน
แต่ก็ไม่เหมือนกันเปี๊ยบ ลองดู

           I love you .   ให้ความหมายและความรู้สึกปกติ เรียบๆธรรมดาๆ ว่า
"
ฉันรักเธอ" "ผมรักคุณ" ฯลฯ ทำนองนี้



           I love you!     ให้ความรู้สึกหนักแน่นจริงจังกว่าประโยคแรก
หากจะแปลก็ได้ทำนองว่า
"ฉันรักเธอจริงนะ"
           I love you ?  ประโยคสุดท้าย มีเครื่องหมายคำถามปิดท้าย
คำถามย่อมไม่ใช่คำตอบ เครื่องหมายนี้ก็บอกชัดแล้ว
  ว่ายังไม่แน่ใจ
ยังไม่สิ้นสุดยุติ ยังเป็นปัญหา ฯลฯ จึงให้ความรู้สึกทำนองว่า
 
ฉันรักเธอน่ะเหรอ....เชอะ...

ที่มา    http://www.bloggang.com/


 ลักษณะการใช้เครื่องหมายวรรคตอน  (punctuation  marks)

Period / full stop ( . )
1.ใช้เมื่อจบประโยคในประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำสั่ง
      ตัวอย่างประโยค   I saw the boy.Let's go to the shop.Give me the pen please.
2.
ใช้หลังอักษรย่อต่างๆหรือคำย่อ
      
เช่น    Dr.=Doctor, adv.=adverb U.S.A.=United States of America

Comma ( , )
1.
ใช้คั่นเพื่อแยกคำนามซ้อน
    
เช่น  Thailand, a country in Asia, is famous for its beautiful temples.
2.
ใช้แยกระหว่างคำที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน     เช่น  I want a car, a motorcycle, and a bicycle.
3.
ใช้แยกคำคุณศัพท์ที่บอกสี  a blue, yellow bicycle
4.
ใช้แยกคำคุณศัพท์ที่ตามหลังคำนาม
    
เช่น  The modal is dark, tall and handsome.
5.
คั่นข้างหน้าหรือข้างหลังชื่อ     เช่น  Christina, where have you been?
             What would you like to eat, Pranee?
6.
คั่นประโยคที่ตามหลัง Yes, No และ Well ที่ขึ้นต้นประโยค   
เช่น  Are you Thai? Yes, I am.
        Well, I'm not sure if I can do that.
7.
ใช้เพื่อแยกข้อความในประโยคคำพูด       เช่น  He said, "They are happy."
8. คั่นระหว่างปีที่ตามหลังเดือน, ถนนกับเมือง,เมืองกับประเทศ       เช่น  Today is May 4th, 2000.
               Dang lives at 56 Sukumvit Road, Bangkok.



Semi-colon ( ; )
1. ใช้คั่นประโยคที่มีเครื่องหมาย comma คั่นอยู่แล้ว     เช่น  Hello, Nittaya; Please come here.
2.
ใช้ทำหน้าเพื่อเชื่อมประโยคสองประโยคที่มีเนื้อหาเกี่ยวพันกันวางไว้หน้า adverbได้แก่คำว่าtherefore(ดังนั้น) besides(นอกจากนี้) เป็นต้น     เช่น  Canada is very cold; therefore people must wear heavy coats in the winter.
Colon ( : )
1.ใช้ colon ก่อนการประโยคอธิบาย   
      เช่น  He decided to buy a car:he had to travel to the remote area.
2.
ใช้แจ้งรายการ ซึ่งนิยมใช้หลังคำเหล่านี้ the following หรือ as follows เป็นต้น    
      เช่นWe require the following for our camping trip: tent, bags, and boots.

Question Mark ( ? )
ใช้กับประโยคคำถาม    
 เช่น  Is that food hot?What is your nationality?Do you like durian?How tall are you?


Exclamation Mark ( ! )
ใช้หลังคำอุทานหรือประโยคอุทาน     
   เช่น  Oh! you are so beautiful.Watch out!Go away!


Apostrophe ( ' )
1.
ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามทั้งนามเอกพจน์และนามพหูพจน์     
      เช่น  The doctor's carThe men's clubSomkiet's dog
2.
ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามพหูพจน์ที่เติม s หรือชื่อเฉพาะที่มี s
   
เช่น  The girls' books.
            Charles' school2.

3.ใช้คำย่อหรือรูปย่อ  can't (cannnot)it's (it is)I'd rather (I woud rather)

Quotation Marks ( " " )
ใช้เขียนคร่อมข้อความที่เป็นประโยคคำพูด      เช่น He said, "I am going home."
            "I can help you move," Narong volunteered.


Hypen ( - )
ใช้เพื่อเชื่อมคำสองคำให้เป็นคำเดียวกัน    
    เช่น  ex-husbandanti-Americantwo-day holiday

Dash ( - )
ใช้เพื่อเน้นข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่ออธิบายหรือใช้คั่นคำละไว้ในฐานที่เข้าใจหรือเปลี่ยนใหม่
   
เช่น I got lost, forgot my bag, and missed my plane-- it was a terrible trip.If I had a lot of money, I would ---Oh, what am I thinking? I will never be rich


Apostroph    ()
        1. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของคำนามทั้งนามเอกพจน์และพหูพจน์
           เช่น The docter ’ s car.
            The man ’ s club.
            Somkiet ’ s dog
         2. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของคำนามพหูพจน์ที่เติม s หรือชื่อเฉพาะ
             เช่น  The girls ’ books.
         3.  ใช้คำย่อหรือรูปย่อ
             เช่น  can’t


Dash (--)
    ใช้เพื่อเน้นข้อความที่แทรกเข้ามาเพื่ออธิบายหรือใช้คั่นคำละไว้ในฐานที่เข้าใจหรือเปลี่ยนใหม่
     เช่น  I got lost , forget my bag , and missed my plan it was a terrible trip , If I had a lot of money , I would Oh!, what am I thinking ? I will naver be rich


Round brackets ()
    มีไว้สำหรับล้อมข้อความที่เป็นเชิงเตือนหรือตั้งข้อสังเกต หรือเป็นการอธิบายคำหรือข้อความที่มาข้างหน้า
เช่น I invite the two girls (they are cousins,you know) to the party last night.


Square brackets []
       นิยมใช้ล้อมรอบชื่อคนเป็นการเติมหรืออธิบายเพิ่มคำที่เรานำมากล่าว แต่ชื่อคนๆอื่นนั้น ต้องไม่ผู้แต่งข้อความนั้น
       เช่น He [Columbus] discovered America.


Triple dots ()
      ใช้เมื่อต้องการแสดงการขาดหายไปของข้อความนั้นๆอาจเป็นว่าผู้เขียนไม่ต้องการให้ทราบส่วนที่ขาดไป เพราะไม่ใช่ใจความสำคัญก็เป็นได้ หรือเนื้อหาที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องตัดออกไป
       เช่น  One happy customer wrote : “ This is the best program … that I have ever seen.


Punctuation Tree 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น